ยี่เป็ง

posted on 14 Nov 2008 23:26 by thetimemachine
(ถ่ายเมื่อวันที่ 8 พฤษจิกายน 2551 ณ ธุดงคสถานล้านนา)

ประเพณียี่เป็ง

ใน เดือนยี่ ของทางเหนือ ซึ่งตรงกับเดือนพฤศจิกายน ขึ้น 15 ค่ำ ตามตำนาน พงศาวดาร โยนกและจามเทวี ได้กล่าวไว้ว่า ได้เกิดอหิวาตกโรคขึ้น ในแคว้นหริภุญไชย ทำให้ชาวเมือง ได้อพยพหนี ไปอยู่เมืองหงสาวดี เป็นเวลาประมาณ 6 ปี จึงเดินทางกลับมา ยังบ้านเมืองเดิม พอถึงวันครบรอบเวลา ที่ได้จากบ้านเมืองไป จึงได้ทำเป็นกระถาง ใส่เครื่องสักการะบูชา ธูปเทียนลอยตามน้ำไป เพื่อให้ไปถึงญาติพี่น้อง และบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับในหงสาวดี และเรียกการลอยกระทง นี้ว่า ลอยโขมด หรือลอยไฟ

           ก่อนจะถึงวันยี่เป็ง 2 - 3 วัน ชาวบ้าน จะนำเอาก้านมะพร้าว ต้นกล้วย อ้อย ดอกไม้ มาทำเป็นซุ้มประตู ที่หน้าบ้าน ตามประตูวัด เรียกว่าประตูป่า และทำความสะอาด บ้านเรือน เมื่อถึงตอนเช้า วันยี่เป็ง ก็จะมีการทำบุญ และนำข้าวปลาอาหาร ถวายพระสงฆ์ เพื่ออุทิศ ส่วนกุศล ให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว เรียกว่า ตานขันข้าว ฟังเทศน์ธรรม พอหัวค่ำก็จะนำ กระถางเทียน หรือ ขี้ผึ้ง เรียกว่า ผางปะตี้บ มาจุดเรียงไว้หน้าบ้าน หรือตามรั้วบ้าน หรือ จุดโคมแขวน ไว้ตามหน้าบ้าน และ จะมีการจุดโคมลอย การจุดโคมลอย มี 2 แบบ คือ แบบที่ใช้ปล่อย ในตอนกลางวันเรียกว่าว่าว จะเน้นที่ตัวโคม ทำด้วยกระดาษ หลากสีสัน ให้เห็นได้ชัด จะใช้การรมควัน ในการทำให้โคม ลอยขึ้นไป บนท้องฟ้า

           การจุดโคมลอย ในตอนกลางวัน มักจะนำเงิน หรือสิ่งของ หรือเขียนข้อความ ว่าผู้ใดเก็บโคมนี้ ได้ก็นำไปรับของรางวัล จากผู้จุด ส่วนโคมลอย ที่ปล่อยในตอนกลางคืน จะเรียกว่า โคมไฟ ตัวโคมจะทำด้วย กระดาษสีขาว เพื่อให้เห็นแสงไฟ ที่ใช้จุด รมเอาไอร้อน เพื่อให้โคมลอยขึ้น ทำให้เห็นเป็นแสงไฟ ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ดูสวยงาม ยิ่งนัก การจุดโคมลอย นี้ตามตำนาน กล่าวว่า ทำเพื่อบูชา พระเกษแก้วจุฬามณี และในช่วงค่ำ ๆ ก็จะพากัน นำเอากระทง ที่ได้จัด ทำไว้ไปลอย ใน แม่น้ำ

เทคนิคการถ่าย Fisheye #2

posted on 15 Oct 2008 23:37 by thetimemachine
    ด้วยความที่ Lomo Fisheye No. 2 มีโน่นนี่เพิ่มเข้ามาทำให้เราสามารถสนุกกับการถ่ายได้มากขึ้น สร้างภาพได้หลากหลายรูปแบบ ทาง lomography เค้าก็เลยให้ tips เท่ห์ๆไว้เป็นแนวทาง 10 ตัวอย่างด้วยกัน ดังต่อไปนี้จ้า

1. Lazy John (night / long shutter / no flash) คือการถ่ายตอนกลางตืนด้วย Mode "B" และไม่ใช้แฟลช เหมาะกับการถ่ายไฟรถวิ่ง

หรือถ่ายในสถานที่ที่ไม่เหมาะกะการใช้แฟลช หรือไม่ต้องการใช้แฟลช

2. Salty Single (Night / Long Shutter / Internal Flash) คือการถ่ายกลางคืน เปิด Mode "B" และใช้แฟลชในตัวกล้อง

3. Carribbean Color (Night / Long Shutter / Internal & Horse Shoe Flash / Single Exposure) ถ่ายกลางคืน Mode "B" และใช้แฟลชทั้งที่ติดมากะกล้องและ "colorsplash flash" ที่ Horse Shoe วิธีนี้แฟลชจาก Horse Shoe จะทำงานก่อนเมื่อชัตเตอร์ถูกกด และเมื่อเราปล่อยปุ่มชัตเตอร์แฟลชสีขาวที่มากับกล้องก็จะทำงาน ทำให้เกิดอารมณ์ภาพที่ต่างกันในภาพเดียว

4. Off the Hook (Night / Long Shutter / Horse Shoe Flash) ตั้งกล้องไว้ที่ Mode "B" เตรียม Colorsplash Flash ให้พร้อม เปิดแฟลช แต่ไม่ต้องประกอบเข้ากับกล้อง ให้ถือไว้อีกมือ กดชัตเตอร์เพื่อเปิดให้แสงเข้ามา โดยอาจถ่ายรูปนิ่งๆ หรือมูฟกล้องไปมาก็ได้ แล้วค่อยกดแฟลชให้ทำงาน วิธีนี้เราอาจให้เพื่อนช่วยกดแฟลชให้ก็ได้ อาจให้แฟลชยิงเข้าจากทางข้างบน ล่าง ข้างวัตถุหรือคนที่เราต้องการถ่ายก็ได้ 

5. Hot to Death (Night / Long + Fast Shutter / Single Flash / Multiple Exposure) เป็นการถ่ายซ้อนโดยที่ภาพแรกให้เปิด Mode "B" ไม่ต้องเปิดแฟลช แล้วถ่ายภาพไฟที่มีการเคลื่อนไหว เช่นไฟรถวิ่ง ไฟจากชิงช้าสวรรค์ เป็นต้น จากนั้นให้เลื่อนปุ่ม MX เพื่อถ่ายซ้อนภาพที่เฟลมเดิมกับวัตถุที่อยู่ใกล้ขึ้น แต่คราวนี้ให้เปิดแฟลชในตัวด้วย

6. Diana's Dream (Day or Night / Long or Fast Shutter / Flash or No Flash / Multiple Exposure) เป็นการถ่ายภาพซ้อนไม่ว่าจะเป็นเวลากลางคืนหรือกลางวันก็ได้ เปิดกล้อง Mode "N" หรือ "B" ก็ได้ ใช้แฟลขหรือไม่ก็ได้ แต่ให้เราถ่ายรูปแล้วงกดปุ่ม MX จากนั้นให้กลับกล้อง 180 องศาเพื่อถ่ายซ้อน รูปเดิม ที่เดิม

7. Sunny Surprise (Day / Fast Shutter / Flash or no Flash / Multiple Exposure) เป็นการถ่ายซ้อนโดยใช้ปุ่ม MX กลางแจ้งตอนกลางวัน ซ้อนกี่รอบก็ได้ แต่ส่วนตัวมักไม่ถ่ายซ้อนเกินสามหนเพราะรูปอาจเว่อร์ได้

วิธีนี้ควรเลือกใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงต่ำ เพื่อป้อกกันการเว่อร์ เช่นพวก iso 50 หรือ 100

8. Night Shift (Night / Fast Shutter / Single Flash / Multiple Exposure) วิธีนี้คือการถ่ายเบิ้ลตอนกลางคืน โดยตั้งค่ากล้องที่ mode "N"

เหมาะมากสำหรับถ่ายรูปเพื่อนๆเรา ดูสนุกสนานดี

9. Night Fevers (Night / Fast Shutter / Internal & Horseshoe Flash / Multiple Exposure) เป็นการถ่ายซ้ำๆ พร้อมแฟลช ตอนกลางคืน คล้ายๆกับ Night Shift แต่ถ่ายซ้ำมากกว่าสองหนขึ้นไป อาจเป็นรูปเดิมๆ หรือไม่ก็ได้

ให้ฉากหลังเป็นสีดำล่ะเหมาะมาก

10. Whosit Whatsit (Whatever / Wherever / Whoever / No Worries / Get it on) อะไรก็ได้ถ่ายๆมาเหอะ เค้าบอกไว้งี้ ไม่ต้องสนใจกฎเกิดอะไรร้อก ไอ้ที่เขียนๆมาเก้าข้อเนี้ย ถ่ายๆมาอย่างเดียวจะด้วยวิธีไหนก็ตาม

 

ถ่ายเบิ้ล ใช้แฟลชสี Mode B" หรือ "N"

ถ่ายนิ่งๆ หรือมูฟกล้องไปมา เข้าใกล้ หรือออกห่างจากวัตถุ กดๆๆๆๆๆ เข้าไปอย่างเดียว รับรองได้รูปเจ๋งๆ แน่น้อน

ปล. บางตัวอย่างยังไม่สามารถนำตัวอย่ามาให้ดูได้ เนื่องจาก built-in flash ของเราเสียมานานแล้ว ทุกวันนี้เลยเล่นกัย Colorsplash Flash อย่างเดียว

ข้อมูลดั้งเดิมจาก http://www.lomography.com/fisheye

Lomo Fisheye Camera

posted on 15 Oct 2008 23:34 by thetimemachine

Lomo Fisheye 1 และ 2 เป็นกล้องของเล่น (Toy Camera) ซึ่งผลิตและจัดจำหน่ายโดย lomography (http://www.lomography.com

 

คุณสมบัติหลักของกล้อง lomo fisheye ทั้งสองรุ่น คือมีเลนส์ชนิดพิเศษที่ให้การมองเห็นถึง 170 องศา ทำให้ได้ภาพสวยงามแปลกตา ได้ภาพที่มีสีสันสดใส คมชัดทั่วทั้งภาพ และสามารถถ่ายภาพระยะประชิด (Close up) ได้ใกล้ถึงติดปลายจมูกเลยทีเดียว (ต้องลอง!!)

ส่วนกล้องฟิชอาย 2 นั้นได้เพิ่มคุณสมบัติต่อไปนี้เข้ามา

1. Mode "B"  (Bulb) ทำให้สามารถเปิดม่านชั้ตเตอร์ได้นานเท่าที่เราต้องการ เหมาะกับการถ่ายภาพแนว long exposure 

2. มีปุ่ม L N B เพื่อการควบคุมปุ่มชั้ตเตอร์ "L" คือปุ่มล็อคชั้ตเตอร์เพื่อไม่ให้เราเผลอไปกดปุ่ม "N" เพื่อการถ่ายรูปแบบปกติ และปุ่ม "B" เพื่อการถ่ายแบบ long exposure ข้างต้น

3. สามารถใช้ได้ทั้งแฟลชในตัวกล้อง (built-in flash) และแฟลชจากภายนอก (horse shoe flash) โดยสามารถใช้แฟลชแค่ตัวใดตัวหนึ่งหรือจะใช้แฟลชพร้อมๆกันทั้งสองตัวก็ได้ หากใช้แฟลชทั้งสองตัวใน Mode "N" แฟลชจะทำงานพร้อมๆกันทั้งสองตัว แต่หากเป็น Mode "B" แฟลชจากภายนอกจำทำงานก่อนเมื่อเรากดชั้ตเตอร์ และเมื่อปล่อยปุ่มชั้ตเตอร์แฟลชในตัวกล้องจึงทำงาน

4. ปุ่ม MX (Multiple Exposure) ทำให้สามารถถ่ายภาพซ้อนได้ในหนึ่งเฟลม

โดยการเลื่อนปุ่ม MX ด้านหลังกล้องทุกครั้งที่จะถ่ายเบิ้ล จนพอใจถึงขึ้นฟิล์มใหม่

5. ช่องมองภาพแบบฟิชอาย (Viewfinder) ทำให้สามารถเห็นภาพคล้ายๆกับภาพที่เรากำลังจะถ่าย แต่โดยมากชาวโลโม่ไม่ค่อยได้ใช้ช่องมองภาพดังกล่าว เราเลือกถอดเก็บไว้บ้านดีกว่าเพราะการถ่ายโลโม่ให้สนุกนั้นมักเป็นการ "shoot from the hip" หรือเป็นการถ่ายแบบไม่อาศัยการมองผ่านช่องมองภาพ

กล้องฟิชอายทั้งสองรุ่นใช้กับฟิล์ม 135 ทั่วไปทุกชนิด ทั้งฟิล์มสี สไลด์และขาวดำ หากใช้ฟิล์มสไลด์แล้วนำไปล้างน้ำยาฟิล์มสี (c-41) หรือที่เรียกกันว่าการลางครอส (cross process) จะได้สีที่เพี้ยน แรง จัดจ้านเป็นพิเศษ ฟิชอายชอบแดดแรงๆ จัดๆ หากถ่ายกลางแจ้งเช่นบริเวณชายหาดตอนแดดจัดๆ รับรองภาพออกมาสวยงามมาก หากถ่ายในร่มควรใช้แฟลชช่วย หาไม่แล้วรูปจะออกมาอันเดอร์แน่ๆ

ส่วนตัวแล้วคิดว่าชอบภาพจากฟิชอายมาก ดูมีเสน่ห์ และเป็นกล้องที่ใช้งานง่ายมากมาก เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย แม้ไม่เคยมีความรู้เรื่องกล้องกับการถ่ายภาพมาก่อนเลยก็ตาม

หมายเหตุ : รูปกล้อง fisheye 2 จาก http://www.lomography.com/fisheye thanks!  สามารถตาม link นี้เข้าไปหาอ่านรายละเอียด และชมรูปถ่ายเพิ่มเติมได้ค่ะ

ที่มา : bterrier.multiply.com

edit @ 15 Oct 2008 23:47:26 by T i m e m a c h n E ™

เรื่องซนๆ ของคนโลโม่

posted on 15 Oct 2008 23:29 by thetimemachine
เรียนไม่รู้จบ

เรื่องซนๆ ของคนโลโม่

รมณ รวยแสน

สุดสัปดาห์ก่อน ร้าน roominteriorproduct ร่วมกับ สยามดิสคัฟเวอรี่ จัดเวิร์คชอป 'สนุกกับโลกต่างมิติด้วยกล้องโลโม่' มีวิทยากรเป็นคนรักโลโม่มาช่วยกันแนะนำเทคนิคการถ่ายภาพแนวนี้ จัดงานสองวันด้วยกัน ในวันที่เราแวะไป มี ทอม - เทอดธรรม รัตนประทีป และ แก้ว - กอแก้ว กอวัฒนา ทำหน้าที่เปิดประตูทะลุมิติในวันนั้น

เวิร์คชอปเริ่มต้นแนะนำให้รู้จักกับกล้องโลโม่ หรือ Lomo กันพอสังเขป ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มของกล้องชนิดนี้เกิดขึ้นราวๆ ปี ค.ศ.1982 ที่ประเทศรัสเซีย ใช้ชื่อว่า Lomo LC-A (โลโม่ แอลซีเอ) เกิดขึ้นช่วงสงคราม นอกจากตอบสนองความต้องการกล้องราคาถูกแล้ว ยังสามารถใช้งานในราชการทหารแบบสายลับด้วย เป็นกล้องราคาถูก วัสดุที่ใช้คุณภาพถูกตามด้วย เลนส์มี 2 แบบ คือ เลนส์พลาสติกและเลนส์กระจกธรรมดา จึงทำให้เกิดขอบมืดหรือ Vignette ทั้ง 4 ด้าน อันเป็นเอกลักษณ์ของกล้องที่ว่านี้ด้วย

จากนั้นในปี 1991 นักศึกษาชาวออสเตรีย 2 คนพบ Lomo LC-A ที่ร้านขายของเก่าแห่งหนึ่งในกรุงปราก จึงซื้อมาถ่ายเพื่อความสนุก แต่เมื่อนำภาพไปล้างอัด นอกจากได้พบกับภาพสีแปลกๆ ฉีกกฎเกณฑ์ธรรมดาออกไปแล้ว ยังได้พบกับอิสรภาพของการถ่ายรูป ถ่ายอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ โดยไม่อาจคาดเดาผลที่จะได้รับ

ปัจจุบันกล้อง Lomo จัดอยู่ในกลุ่มกล้องของเล่นหรือ Toy Camera มีหลายยี่ห้อ ส่วนแบบดั้งเดิมนั้นไม่ผลิตแล้ว แต่ละตัวจะมีเอกลักษณ์ของแต่ละยี่ห้อด้วย

สิ่งที่ทำให้คนติดอกติดใจการถ่ายภาพด้วยกล้องแบบนี้ มีหลายส่วนประกอบรวมกัน หลายคนเรียกมันว่ากล้องของเล่น มันจึงมีลูกเล่นอยู่มาก ให้ภาพที่แปลกหูแปลกตาไปจากกล้องทั่วไป รวมไปถึงสีสันของกล้องด้วย อย่างเช่น เจ้าฟิชอาย (Fish eye) ที่คุณแก้ว เล่าให้เพื่อนๆ ฟังในเวิร์คชอปว่า ถ่ายภาพออกมาแล้วจะเป็นรูปกลมๆ เพราะมีมุมมองรับภาพได้ถึง 170 องศา

ฟิชอายเหมาะจะถ่ายภาพในระยะประชิดหรือไม่เกินหนึ่งคืบมือ และเหมาะจะถ่ายกันในหมู่เพื่อนสนิท (จริงๆ) เพราะภาพจะดูผิดเพี้ยนไปจากปกติ ถ้าถ่ายหน้าคนก็อาจจะบิดๆ เบี้ยวๆ ตาอาจบวมๆ หรือจมูกปูดๆ ก็ได้ และสีสันก็เช่นกันอาจเพี้ยนเกินจริง

แก้ว บอกว่า คอนเซปต์ของกล้องแนวนี้ไม่เฉพาะฟิชอาย คือ เราไม่จำเป็นต้องรู้ผลล่วงหน้า เพราะรู้ทีหลังสนุกกว่า

"ในปาร์ตี้ ถ้าพกฟิชอายไปด้วย ก็จะสนุกขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของปาร์ตี้ นอกจากเลนส์ที่จะให้ภาพเพี้ยนๆ แล้ว ฟิชอายมีสองรุ่น ยิ่งรุ่นที่ออกมาระยะหลังนี้ก็ใช้เฟรชสีได้ ถ่ายซ้ำได้ คือ กดถ่ายภาพไปแล้ว กดให้ฟิล์มมันหมุนกลับ เพื่อถ่ายภาพซ้ำลงไปอีก ก็ให้ภาพที่แปลกหูแปลกตายิ่งไปอีก" แก้ว ว่า นอกจากในปาร์ตี้แล้ว ฟิชอายก็ถ่ายภาพกลางแจ้งได้สวยมาก โดยเฉพาะริมทะเล

ด้วยความที่เป็นกล้องฟิล์ม ความสนุกของการถ่ายภาพด้วยกล้องโลโม่ ก็มีวิธีสร้างสรรค์ภาพโดยการเลือกใช้ฟิล์มและวิธีการล้างแบบต่างๆ บางคนก็ชอบใช้ฟิล์มขาวดำ บางคนถ่ายแบบเนกาทีฟ แล้วล้างด้วยน้ำยาล้างฟิล์มสไลด์ จะให้สีตุ่นๆ และบางคนก็ถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ แล้วล้างน้ำยาเนกาทีฟ มันจะให้สีสด

สำหรับคุณทอม ชอบใจการถ่ายด้วยกล้อง Lomo LC-A เพราะชอบถ่ายภาพแบบ Snap คน เน้นจังหวะภาพ หรือเหตุการณ์อะไรที่กะทันหัน แล้ว LC-A ก็กะทัดรัดเหมาะกับเหตุการณ์ แล้วมันก็ให้ภาพแบบที่มีขอบมืดๆ หรือ Vignette สวยดี และส่วนตัวจะถ่ายด้วยฟิล์มเนกาทีฟ และล้างแบบเนกาทีฟ แบบปกติธรรมดา เพราะยังอยากได้ภาพที่เห็นรายละเอียดพวกเส้นสายหรือสีหน้าของคนในภาพ

"ชอบถ่ายภาพแบบเข้าไปใกล้ๆ ส่วนหนึ่งก็เรื่องคุณภาพ ถ้าถ่ายไกลๆ คุณภาพสู้กล้องทั่วไปไม่ได้ ต้องเข้าไปถ่ายใกล้ๆ และนั่นก็ทำให้มันสนุกดี เพราะตื่นเต้นดี" ทอม เล่า

แม้กล้องโลโม่หรือ Toy Camera จะมีลูกเล่นแตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่นหรือยี่ห้อ แต่อย่างเดียวกันที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยติดอกติดใจ ก็คือ การได้ถ่ายรูปแบบไม่ต้องอยู่ใต้กติกา มีเทคนิคที่บอกกันต่อๆ มาและใช้ได้จริงก็คือ เทคนิคกด (ชัตเตอร์) เลย ไม่ต้องเล็ง

"ถ้าเราจะถ่ายรูปแบบกล้องทั่วไป ต้องเริ่มที่พื้นฐานการถ่ายรูป มีแบบแผน มีกติกา แต่เราไม่รู้แล้ว ก็ไม่อยากเริ่มแบบนั้นด้วย มันยากเกินไป ก็ชีวิตมันซับซ้อนอยู่แล้ว แล้วถ่ายรูปนี่ก็เป็นงานอดิเรก ไม่อยากมีกรอบ แต่ถ้าเป็นโลโม่ ก็สนุกตั้งแต่ตอนกดชัตเตอร์เลย" แก้ว เล่า

คงจะเป็นเหมือนเพื่อนที่คุยกันได้ไม่ต้องมีแบบแผนพิธีการมาก ก็เลยทำให้เปิดใจให้กันได้มาก แก้วบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองว่า เมื่อก่อนเป็นคนชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว แต่ชอบถ่ายรูปแบบที่มีตัวเองอยู่ในนั้น เวลาไปเที่ยวก็ชอบถ่ายแต่รูปตัวเอง แต่กล้องโลโม่ มันทำให้เราอยากเป็นคนสร้างสรรค์ (ภาพ) ขึ้นมา คือเป็นคนถ่ายมากกว่าจะอยากเป็นแบบ

"แล้วมันทำให้รู้สึกว่าวันหยุดมีค่าขึ้น เพราะปกติหยุดก็ดูหนัง ฟังเพลง แต่ทุกวันนี้ก็แบ่งเวลาให้สำหรับการถ่ายรูป มันทำให้เราท่องเที่ยวมากขึ้นเดินตามท้องถนนมากขึ้น สังเกตมากขึ้น มองผู้คนมากขึ้น" แก้ว บอกว่า ตอนนี้พกกล้องถ่ายรูปทุกวัน แม้แต่วันที่ไปทำงาน เพราะระหว่างทางมักจะพบกับสถานการณ์ที่อยากจะ 'กด' เพื่อ 'เก็บ' ไว้

สำหรับ ทอม ว่า แนวการถ่ายรูปแบบนี้ แบบถ่ายใกล้ๆ ไม่ต้องเล็ง ไม่ต้องจัดองค์ประกอบ ทำให้เขากล้าถ่ายรูปมากขึ้น

"มันทำให้ผมกล้าถ่ายรูปมากขึ้น เมื่อก่อนถ้าจะถ่ายรูปก็ต้องเป็นโอกาสพิเศษ แต่ตอนนี้ถ่ายรูปทุกวัน ชอบถ่ายรูปตามถนน มันกลายเป็นชีวิตประจำวัน เมื่อก่อนว่างก็ไปเที่ยว ดูหนัง ชอปปิง ตอนนี้ก็มีเพิ่ม ถ้าว่างก็ไปถ่ายรูปกัน"