Ethical Fashion Show 2008

posted on 23 Nov 2008 23:11 by thetimemachine

A MIGHTY HEART หนึ่งในแฟร์เด็ดจากปารีสแฟชั่นวีครวมถึงงาน Ethical Fashion Show ที่ Isabelle Quehe (ผู้ก่อตั้ง Universal Love Association โครงการเพื่อส่งเสริมสร้างสรรค์สิ่งทอแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ) เลือกรวบรวมเฉพาะแต่แบรนด์เสื้อและเครื่องประดับแนว eco0friendly มารวมกันไว้กว่าร้อยราย

เยี่ยมชมเว็บไซด์ได้ที่ ethicalfashionshow.com

ยี่เป็ง

posted on 14 Nov 2008 23:26 by thetimemachine
(ถ่ายเมื่อวันที่ 8 พฤษจิกายน 2551 ณ ธุดงคสถานล้านนา)

ประเพณียี่เป็ง

ใน เดือนยี่ ของทางเหนือ ซึ่งตรงกับเดือนพฤศจิกายน ขึ้น 15 ค่ำ ตามตำนาน พงศาวดาร โยนกและจามเทวี ได้กล่าวไว้ว่า ได้เกิดอหิวาตกโรคขึ้น ในแคว้นหริภุญไชย ทำให้ชาวเมือง ได้อพยพหนี ไปอยู่เมืองหงสาวดี เป็นเวลาประมาณ 6 ปี จึงเดินทางกลับมา ยังบ้านเมืองเดิม พอถึงวันครบรอบเวลา ที่ได้จากบ้านเมืองไป จึงได้ทำเป็นกระถาง ใส่เครื่องสักการะบูชา ธูปเทียนลอยตามน้ำไป เพื่อให้ไปถึงญาติพี่น้อง และบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับในหงสาวดี และเรียกการลอยกระทง นี้ว่า ลอยโขมด หรือลอยไฟ

           ก่อนจะถึงวันยี่เป็ง 2 - 3 วัน ชาวบ้าน จะนำเอาก้านมะพร้าว ต้นกล้วย อ้อย ดอกไม้ มาทำเป็นซุ้มประตู ที่หน้าบ้าน ตามประตูวัด เรียกว่าประตูป่า และทำความสะอาด บ้านเรือน เมื่อถึงตอนเช้า วันยี่เป็ง ก็จะมีการทำบุญ และนำข้าวปลาอาหาร ถวายพระสงฆ์ เพื่ออุทิศ ส่วนกุศล ให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว เรียกว่า ตานขันข้าว ฟังเทศน์ธรรม พอหัวค่ำก็จะนำ กระถางเทียน หรือ ขี้ผึ้ง เรียกว่า ผางปะตี้บ มาจุดเรียงไว้หน้าบ้าน หรือตามรั้วบ้าน หรือ จุดโคมแขวน ไว้ตามหน้าบ้าน และ จะมีการจุดโคมลอย การจุดโคมลอย มี 2 แบบ คือ แบบที่ใช้ปล่อย ในตอนกลางวันเรียกว่าว่าว จะเน้นที่ตัวโคม ทำด้วยกระดาษ หลากสีสัน ให้เห็นได้ชัด จะใช้การรมควัน ในการทำให้โคม ลอยขึ้นไป บนท้องฟ้า

           การจุดโคมลอย ในตอนกลางวัน มักจะนำเงิน หรือสิ่งของ หรือเขียนข้อความ ว่าผู้ใดเก็บโคมนี้ ได้ก็นำไปรับของรางวัล จากผู้จุด ส่วนโคมลอย ที่ปล่อยในตอนกลางคืน จะเรียกว่า โคมไฟ ตัวโคมจะทำด้วย กระดาษสีขาว เพื่อให้เห็นแสงไฟ ที่ใช้จุด รมเอาไอร้อน เพื่อให้โคมลอยขึ้น ทำให้เห็นเป็นแสงไฟ ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ดูสวยงาม ยิ่งนัก การจุดโคมลอย นี้ตามตำนาน กล่าวว่า ทำเพื่อบูชา พระเกษแก้วจุฬามณี และในช่วงค่ำ ๆ ก็จะพากัน นำเอากระทง ที่ได้จัด ทำไว้ไปลอย ใน แม่น้ำ

เทคนิคการถ่าย Fisheye #2

posted on 15 Oct 2008 23:37 by thetimemachine
    ด้วยความที่ Lomo Fisheye No. 2 มีโน่นนี่เพิ่มเข้ามาทำให้เราสามารถสนุกกับการถ่ายได้มากขึ้น สร้างภาพได้หลากหลายรูปแบบ ทาง lomography เค้าก็เลยให้ tips เท่ห์ๆไว้เป็นแนวทาง 10 ตัวอย่างด้วยกัน ดังต่อไปนี้จ้า

1. Lazy John (night / long shutter / no flash) คือการถ่ายตอนกลางตืนด้วย Mode "B" และไม่ใช้แฟลช เหมาะกับการถ่ายไฟรถวิ่ง

หรือถ่ายในสถานที่ที่ไม่เหมาะกะการใช้แฟลช หรือไม่ต้องการใช้แฟลช

2. Salty Single (Night / Long Shutter / Internal Flash) คือการถ่ายกลางคืน เปิด Mode "B" และใช้แฟลชในตัวกล้อง

3. Carribbean Color (Night / Long Shutter / Internal & Horse Shoe Flash / Single Exposure) ถ่ายกลางคืน Mode "B" และใช้แฟลชทั้งที่ติดมากะกล้องและ "colorsplash flash" ที่ Horse Shoe วิธีนี้แฟลชจาก Horse Shoe จะทำงานก่อนเมื่อชัตเตอร์ถูกกด และเมื่อเราปล่อยปุ่มชัตเตอร์แฟลชสีขาวที่มากับกล้องก็จะทำงาน ทำให้เกิดอารมณ์ภาพที่ต่างกันในภาพเดียว

4. Off the Hook (Night / Long Shutter / Horse Shoe Flash) ตั้งกล้องไว้ที่ Mode "B" เตรียม Colorsplash Flash ให้พร้อม เปิดแฟลช แต่ไม่ต้องประกอบเข้ากับกล้อง ให้ถือไว้อีกมือ กดชัตเตอร์เพื่อเปิดให้แสงเข้ามา โดยอาจถ่ายรูปนิ่งๆ หรือมูฟกล้องไปมาก็ได้ แล้วค่อยกดแฟลชให้ทำงาน วิธีนี้เราอาจให้เพื่อนช่วยกดแฟลชให้ก็ได้ อาจให้แฟลชยิงเข้าจากทางข้างบน ล่าง ข้างวัตถุหรือคนที่เราต้องการถ่ายก็ได้ 

5. Hot to Death (Night / Long + Fast Shutter / Single Flash / Multiple Exposure) เป็นการถ่ายซ้อนโดยที่ภาพแรกให้เปิด Mode "B" ไม่ต้องเปิดแฟลช แล้วถ่ายภาพไฟที่มีการเคลื่อนไหว เช่นไฟรถวิ่ง ไฟจากชิงช้าสวรรค์ เป็นต้น จากนั้นให้เลื่อนปุ่ม MX เพื่อถ่ายซ้อนภาพที่เฟลมเดิมกับวัตถุที่อยู่ใกล้ขึ้น แต่คราวนี้ให้เปิดแฟลชในตัวด้วย

6. Diana's Dream (Day or Night / Long or Fast Shutter / Flash or No Flash / Multiple Exposure) เป็นการถ่ายภาพซ้อนไม่ว่าจะเป็นเวลากลางคืนหรือกลางวันก็ได้ เปิดกล้อง Mode "N" หรือ "B" ก็ได้ ใช้แฟลขหรือไม่ก็ได้ แต่ให้เราถ่ายรูปแล้วงกดปุ่ม MX จากนั้นให้กลับกล้อง 180 องศาเพื่อถ่ายซ้อน รูปเดิม ที่เดิม

7. Sunny Surprise (Day / Fast Shutter / Flash or no Flash / Multiple Exposure) เป็นการถ่ายซ้อนโดยใช้ปุ่ม MX กลางแจ้งตอนกลางวัน ซ้อนกี่รอบก็ได้ แต่ส่วนตัวมักไม่ถ่ายซ้อนเกินสามหนเพราะรูปอาจเว่อร์ได้

วิธีนี้ควรเลือกใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงต่ำ เพื่อป้อกกันการเว่อร์ เช่นพวก iso 50 หรือ 100

8. Night Shift (Night / Fast Shutter / Single Flash / Multiple Exposure) วิธีนี้คือการถ่ายเบิ้ลตอนกลางคืน โดยตั้งค่ากล้องที่ mode "N"

เหมาะมากสำหรับถ่ายรูปเพื่อนๆเรา ดูสนุกสนานดี

9. Night Fevers (Night / Fast Shutter / Internal & Horseshoe Flash / Multiple Exposure) เป็นการถ่ายซ้ำๆ พร้อมแฟลช ตอนกลางคืน คล้ายๆกับ Night Shift แต่ถ่ายซ้ำมากกว่าสองหนขึ้นไป อาจเป็นรูปเดิมๆ หรือไม่ก็ได้

ให้ฉากหลังเป็นสีดำล่ะเหมาะมาก

10. Whosit Whatsit (Whatever / Wherever / Whoever / No Worries / Get it on) อะไรก็ได้ถ่ายๆมาเหอะ เค้าบอกไว้งี้ ไม่ต้องสนใจกฎเกิดอะไรร้อก ไอ้ที่เขียนๆมาเก้าข้อเนี้ย ถ่ายๆมาอย่างเดียวจะด้วยวิธีไหนก็ตาม


 

ถ่ายเบิ้ล ใช้แฟลชสี Mode B" หรือ "N"

ถ่ายนิ่งๆ หรือมูฟกล้องไปมา เข้าใกล้ หรือออกห่างจากวัตถุ กดๆๆๆๆๆ เข้าไปอย่างเดียว รับรองได้รูปเจ๋งๆ แน่น้อน

ปล. บางตัวอย่างยังไม่สามารถนำตัวอย่ามาให้ดูได้ เนื่องจาก built-in flash ของเราเสียมานานแล้ว ทุกวันนี้เลยเล่นกัย Colorsplash Flash อย่างเดียว

ข้อมูลดั้งเดิมจาก http://www.lomography.com/fisheye

Lomo Fisheye Camera

posted on 15 Oct 2008 23:34 by thetimemachine

Lomo Fisheye 1 และ 2 เป็นกล้องของเล่น (Toy Camera) ซึ่งผลิตและจัดจำหน่ายโดย lomography (http://www.lomography.com

 

คุณสมบัติหลักของกล้อง lomo fisheye ทั้งสองรุ่น คือมีเลนส์ชนิดพิเศษที่ให้การมองเห็นถึง 170 องศา ทำให้ได้ภาพสวยงามแปลกตา ได้ภาพที่มีสีสันสดใส คมชัดทั่วทั้งภาพ และสามารถถ่ายภาพระยะประชิด (Close up) ได้ใกล้ถึงติดปลายจมูกเลยทีเดียว (ต้องลอง!!)

ส่วนกล้องฟิชอาย 2 นั้นได้เพิ่มคุณสมบัติต่อไปนี้เข้ามา

1. Mode "B"  (Bulb) ทำให้สามารถเปิดม่านชั้ตเตอร์ได้นานเท่าที่เราต้องการ เหมาะกับการถ่ายภาพแนว long exposure 

2. มีปุ่ม L N B เพื่อการควบคุมปุ่มชั้ตเตอร์ "L" คือปุ่มล็อคชั้ตเตอร์เพื่อไม่ให้เราเผลอไปกดปุ่ม "N" เพื่อการถ่ายรูปแบบปกติ และปุ่ม "B" เพื่อการถ่ายแบบ long exposure ข้างต้น

3. สามารถใช้ได้ทั้งแฟลชในตัวกล้อง (built-in flash) และแฟลชจากภายนอก (horse shoe flash) โดยสามารถใช้แฟลชแค่ตัวใดตัวหนึ่งหรือจะใช้แฟลชพร้อมๆกันทั้งสองตัวก็ได้ หากใช้แฟลชทั้งสองตัวใน Mode "N" แฟลชจะทำงานพร้อมๆกันทั้งสองตัว แต่หากเป็น Mode "B" แฟลชจากภายนอกจำทำงานก่อนเมื่อเรากดชั้ตเตอร์ และเมื่อปล่อยปุ่มชั้ตเตอร์แฟลชในตัวกล้องจึงทำงาน

4. ปุ่ม MX (Multiple Exposure) ทำให้สามารถถ่ายภาพซ้อนได้ในหนึ่งเฟลม

โดยการเลื่อนปุ่ม MX ด้านหลังกล้องทุกครั้งที่จะถ่ายเบิ้ล จนพอใจถึงขึ้นฟิล์มใหม่

5. ช่องมองภาพแบบฟิชอาย (Viewfinder) ทำให้สามารถเห็นภาพคล้ายๆกับภาพที่เรากำลังจะถ่าย แต่โดยมากชาวโลโม่ไม่ค่อยได้ใช้ช่องมองภาพดังกล่าว เราเลือกถอดเก็บไว้บ้านดีกว่าเพราะการถ่ายโลโม่ให้สนุกนั้นมักเป็นการ "shoot from the hip" หรือเป็นการถ่ายแบบไม่อาศัยการมองผ่านช่องมองภาพ

กล้องฟิชอายทั้งสองรุ่นใช้กับฟิล์ม 135 ทั่วไปทุกชนิด ทั้งฟิล์มสี สไลด์และขาวดำ หากใช้ฟิล์มสไลด์แล้วนำไปล้างน้ำยาฟิล์มสี (c-41) หรือที่เรียกกันว่าการลางครอส (cross process) จะได้สีที่เพี้ยน แรง จัดจ้านเป็นพิเศษ ฟิชอายชอบแดดแรงๆ จัดๆ หากถ่ายกลางแจ้งเช่นบริเวณชายหาดตอนแดดจัดๆ รับรองภาพออกมาสวยงามมาก หากถ่ายในร่มควรใช้แฟลชช่วย หาไม่แล้วรูปจะออกมาอันเดอร์แน่ๆ

ส่วนตัวแล้วคิดว่าชอบภาพจากฟิชอายมาก ดูมีเสน่ห์ และเป็นกล้องที่ใช้งานง่ายมากมาก เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย แม้ไม่เคยมีความรู้เรื่องกล้องกับการถ่ายภาพมาก่อนเลยก็ตาม

หมายเหตุ : รูปกล้อง fisheye 2 จาก http://www.lomography.com/fisheye thanks!  สามารถตาม link นี้เข้าไปหาอ่านรายละเอียด และชมรูปถ่ายเพิ่มเติมได้ค่ะ

ที่มา : bterrier.multiply.com

edit @ 15 Oct 2008 23:47:26 by T i m e m a c h n E ™

เรื่องซนๆ ของคนโลโม่

posted on 15 Oct 2008 23:29 by thetimemachine
เรียนไม่รู้จบ

เรื่องซนๆ ของคนโลโม่

รมณ รวยแสน

สุดสัปดาห์ก่อน ร้าน roominteriorproduct ร่วมกับ สยามดิสคัฟเวอรี่ จัดเวิร์คชอป 'สนุกกับโลกต่างมิติด้วยกล้องโลโม่' มีวิทยากรเป็นคนรักโลโม่มาช่วยกันแนะนำเทคนิคการถ่ายภาพแนวนี้ จัดงานสองวันด้วยกัน ในวันที่เราแวะไป มี ทอม - เทอดธรรม รัตนประทีป และ แก้ว - กอแก้ว กอวัฒนา ทำหน้าที่เปิดประตูทะลุมิติในวันนั้น

เวิร์คชอปเริ่มต้นแนะนำให้รู้จักกับกล้องโลโม่ หรือ Lomo กันพอสังเขป ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มของกล้องชนิดนี้เกิดขึ้นราวๆ ปี ค.ศ.1982 ที่ประเทศรัสเซีย ใช้ชื่อว่า Lomo LC-A (โลโม่ แอลซีเอ) เกิดขึ้นช่วงสงคราม นอกจากตอบสนองความต้องการกล้องราคาถูกแล้ว ยังสามารถใช้งานในราชการทหารแบบสายลับด้วย เป็นกล้องราคาถูก วัสดุที่ใช้คุณภาพถูกตามด้วย เลนส์มี 2 แบบ คือ เลนส์พลาสติกและเลนส์กระจกธรรมดา จึงทำให้เกิดขอบมืดหรือ Vignette ทั้ง 4 ด้าน อันเป็นเอกลักษณ์ของกล้องที่ว่านี้ด้วย

จากนั้นในปี 1991 นักศึกษาชาวออสเตรีย 2 คนพบ Lomo LC-A ที่ร้านขายของเก่าแห่งหนึ่งในกรุงปราก จึงซื้อมาถ่ายเพื่อความสนุก แต่เมื่อนำภาพไปล้างอัด นอกจากได้พบกับภาพสีแปลกๆ ฉีกกฎเกณฑ์ธรรมดาออกไปแล้ว ยังได้พบกับอิสรภาพของการถ่ายรูป ถ่ายอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ โดยไม่อาจคาดเดาผลที่จะได้รับ

ปัจจุบันกล้อง Lomo จัดอยู่ในกลุ่มกล้องของเล่นหรือ Toy Camera มีหลายยี่ห้อ ส่วนแบบดั้งเดิมนั้นไม่ผลิตแล้ว แต่ละตัวจะมีเอกลักษณ์ของแต่ละยี่ห้อด้วย

สิ่งที่ทำให้คนติดอกติดใจการถ่ายภาพด้วยกล้องแบบนี้ มีหลายส่วนประกอบรวมกัน หลายคนเรียกมันว่ากล้องของเล่น มันจึงมีลูกเล่นอยู่มาก ให้ภาพที่แปลกหูแปลกตาไปจากกล้องทั่วไป รวมไปถึงสีสันของกล้องด้วย อย่างเช่น เจ้าฟิชอาย (Fish eye) ที่คุณแก้ว เล่าให้เพื่อนๆ ฟังในเวิร์คชอปว่า ถ่ายภาพออกมาแล้วจะเป็นรูปกลมๆ เพราะมีมุมมองรับภาพได้ถึง 170 องศา

ฟิชอายเหมาะจะถ่ายภาพในระยะประชิดหรือไม่เกินหนึ่งคืบมือ และเหมาะจะถ่ายกันในหมู่เพื่อนสนิท (จริงๆ) เพราะภาพจะดูผิดเพี้ยนไปจากปกติ ถ้าถ่ายหน้าคนก็อาจจะบิดๆ เบี้ยวๆ ตาอาจบวมๆ หรือจมูกปูดๆ ก็ได้ และสีสันก็เช่นกันอาจเพี้ยนเกินจริง

แก้ว บอกว่า คอนเซปต์ของกล้องแนวนี้ไม่เฉพาะฟิชอาย คือ เราไม่จำเป็นต้องรู้ผลล่วงหน้า เพราะรู้ทีหลังสนุกกว่า

"ในปาร์ตี้ ถ้าพกฟิชอายไปด้วย ก็จะสนุกขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของปาร์ตี้ นอกจากเลนส์ที่จะให้ภาพเพี้ยนๆ แล้ว ฟิชอายมีสองรุ่น ยิ่งรุ่นที่ออกมาระยะหลังนี้ก็ใช้เฟรชสีได้ ถ่ายซ้ำได้ คือ กดถ่ายภาพไปแล้ว กดให้ฟิล์มมันหมุนกลับ เพื่อถ่ายภาพซ้ำลงไปอีก ก็ให้ภาพที่แปลกหูแปลกตายิ่งไปอีก" แก้ว ว่า นอกจากในปาร์ตี้แล้ว ฟิชอายก็ถ่ายภาพกลางแจ้งได้สวยมาก โดยเฉพาะริมทะเล

ด้วยความที่เป็นกล้องฟิล์ม ความสนุกของการถ่ายภาพด้วยกล้องโลโม่ ก็มีวิธีสร้างสรรค์ภาพโดยการเลือกใช้ฟิล์มและวิธีการล้างแบบต่างๆ บางคนก็ชอบใช้ฟิล์มขาวดำ บางคนถ่ายแบบเนกาทีฟ แล้วล้างด้วยน้ำยาล้างฟิล์มสไลด์ จะให้สีตุ่นๆ และบางคนก็ถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ แล้วล้างน้ำยาเนกาทีฟ มันจะให้สีสด

สำหรับคุณทอม ชอบใจการถ่ายด้วยกล้อง Lomo LC-A เพราะชอบถ่ายภาพแบบ Snap คน เน้นจังหวะภาพ หรือเหตุการณ์อะไรที่กะทันหัน แล้ว LC-A ก็กะทัดรัดเหมาะกับเหตุการณ์ แล้วมันก็ให้ภาพแบบที่มีขอบมืดๆ หรือ Vignette สวยดี และส่วนตัวจะถ่ายด้วยฟิล์มเนกาทีฟ และล้างแบบเนกาทีฟ แบบปกติธรรมดา เพราะยังอยากได้ภาพที่เห็นรายละเอียดพวกเส้นสายหรือสีหน้าของคนในภาพ

"ชอบถ่ายภาพแบบเข้าไปใกล้ๆ ส่วนหนึ่งก็เรื่องคุณภาพ ถ้าถ่ายไกลๆ คุณภาพสู้กล้องทั่วไปไม่ได้ ต้องเข้าไปถ่ายใกล้ๆ และนั่นก็ทำให้มันสนุกดี เพราะตื่นเต้นดี" ทอม เล่า

แม้กล้องโลโม่หรือ Toy Camera จะมีลูกเล่นแตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่นหรือยี่ห้อ แต่อย่างเดียวกันที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยติดอกติดใจ ก็คือ การได้ถ่ายรูปแบบไม่ต้องอยู่ใต้กติกา มีเทคนิคที่บอกกันต่อๆ มาและใช้ได้จริงก็คือ เทคนิคกด (ชัตเตอร์) เลย ไม่ต้องเล็ง

"ถ้าเราจะถ่ายรูปแบบกล้องทั่วไป ต้องเริ่มที่พื้นฐานการถ่ายรูป มีแบบแผน มีกติกา แต่เราไม่รู้แล้ว ก็ไม่อยากเริ่มแบบนั้นด้วย มันยากเกินไป ก็ชีวิตมันซับซ้อนอยู่แล้ว แล้วถ่ายรูปนี่ก็เป็นงานอดิเรก ไม่อยากมีกรอบ แต่ถ้าเป็นโลโม่ ก็สนุกตั้งแต่ตอนกดชัตเตอร์เลย" แก้ว เล่า

คงจะเป็นเหมือนเพื่อนที่คุยกันได้ไม่ต้องมีแบบแผนพิธีการมาก ก็เลยทำให้เปิดใจให้กันได้มาก แก้วบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองว่า เมื่อก่อนเป็นคนชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว แต่ชอบถ่ายรูปแบบที่มีตัวเองอยู่ในนั้น เวลาไปเที่ยวก็ชอบถ่ายแต่รูปตัวเอง แต่กล้องโลโม่ มันทำให้เราอยากเป็นคนสร้างสรรค์ (ภาพ) ขึ้นมา คือเป็นคนถ่ายมากกว่าจะอยากเป็นแบบ

"แล้วมันทำให้รู้สึกว่าวันหยุดมีค่าขึ้น เพราะปกติหยุดก็ดูหนัง ฟังเพลง แต่ทุกวันนี้ก็แบ่งเวลาให้สำหรับการถ่ายรูป มันทำให้เราท่องเที่ยวมากขึ้นเดินตามท้องถนนมากขึ้น สังเกตมากขึ้น มองผู้คนมากขึ้น" แก้ว บอกว่า ตอนนี้พกกล้องถ่ายรูปทุกวัน แม้แต่วันที่ไปทำงาน เพราะระหว่างทางมักจะพบกับสถานการณ์ที่อยากจะ 'กด' เพื่อ 'เก็บ' ไว้

สำหรับ ทอม ว่า แนวการถ่ายรูปแบบนี้ แบบถ่ายใกล้ๆ ไม่ต้องเล็ง ไม่ต้องจัดองค์ประกอบ ทำให้เขากล้าถ่ายรูปมากขึ้น

"มันทำให้ผมกล้าถ่ายรูปมากขึ้น เมื่อก่อนถ้าจะถ่ายรูปก็ต้องเป็นโอกาสพิเศษ แต่ตอนนี้ถ่ายรูปทุกวัน ชอบถ่ายรูปตามถนน มันกลายเป็นชีวิตประจำวัน เมื่อก่อนว่างก็ไปเที่ยว ดูหนัง ชอปปิง ตอนนี้ก็มีเพิ่ม ถ้าว่างก็ไปถ่ายรูปกัน"

 

 ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/20070904/news.php?news=column_24678100.php

Supersampler by Lomography

posted on 14 Oct 2008 22:21 by thetimemachine
 
 
Supersampler by Lomography

ขนาด : 6.5 ซม. (2.5") x 3.25 ซม. (1.25") x 10.15 ซม. (4")

Lens : 20 มม. 4 lens (พลาสติก lens)

Shutter : shutter แบบตายตัว ความเร็ว1/100 - 1/125
ความเร็วระหว่าง shutter: 4 รูปภายในเวลา 2 วินาที (ครึ่งวินาทีต่อ 1 ภาพ) หรือ 4 ภาพ ภายในเวลา .02 วินาที แบบรวดเีร็ว

รูรับแสง : รูรับแสงแบบตายตัว ประมาณ 8-11

ระยะโฟกัส : 0.3 ม. ถึง infinity ตายตัว ไม่สามารถปรับได้
Film และจำนวนภาพ : ขนาด film 35 มม. ส่วนมากใช้ถ่ายในที่กลางแจ้งแดดจัดจะได้ผลดีที่สุด ถ้าจะถ่ายภายใน ควรใช้ film ที่มี ISO สูงๆ เช่น ISO 400 หรือ ISO 800


* * * เปลี่ยนอารมณ์มาเล่นโลโม้บ้างก็มันส์ดีอีกแบบนะคะ แต่ภาพที่ล้างอัดออกมาสีจะสวยกว่าไฟล์ดิบ ต้องเอามาปรับแต่งกันบ้างก็พอทน แต่ noise เยอะไปหน่อย เหอๆ หากเอา noise ออกรายละเอียดภาพหายแน่นอนเลย ถ้าสนใจหาข้อมูลก็เว็บนี้เลยนะคะ

http://www.lomothai.com/ssp.html
http://shop.lomography.com/supersampler/


เซ็ตนี้ถ่ายที่อัมพวาค่ะ ถ่ายไว้นานแล้ว

 

 

 

แล้วสายๆก็ต่อด้วยตลาดน้ำดำเนินสะดวก

 

 

ระยะใกล้ๆ

 

 

อยากลอง portrait จับน้องๆลองถ่ายกัน

 

 

ฟิล์มเหลือ เลยถ่ายไปเรื่อยๆที่มิวเซียมสยาม

 

 

 

 

 

ว่างๆก็ลองหามาถ่ายนะคะ สนุกดีไปอีกแบบต่างจาก DSLR ที่ใช้อยู่มากๆ เดี๋ยวเราถ่าย Fisheye #2 เสร็จเรียบร้อย ล้างรูปแล้วจะเอามาให้ชมกันอีกน้า

 

edit @ 15 Oct 2008 23:15:39 by T i m e m a c h n E ™

ทฤษฎีเรื่องกรุ๊ปเลือด

posted on 06 Oct 2008 08:23 by thetimemachine
กรุ๊ปเลือดเป็นตัวกำหนดสายพันธ์ของมนุษย์ เช่นหมาขนแบบนี้สูงเท่านี้ เป็นหมาโกลเดนที่ร่าเริง
งูพันนี้สายนี้จะมีพิษ กิ้งก่าแบบนี้ ชอบหลับ ตอนบ่าย ผมเชื่อว่าในมนุษย์ของเราจะมีเผ่าพันธ์แปลกแยกโดยการแบ่งเผ่านอกจากสีผิวแล้วยังมีการแบ่งแบบกรุ๊ปเลือดด้วยครับ
ก่อนหน้านี้มี forward เรื่องเกี่ยวกับนิสัยแต่ละกรุ๊ปเลือดของแต่ละคนมาแล้ว วันนนี้จะเป็นการแสดงทฎษฎีของผมแบบที่ได้เจอกับตัวเองมา

 

นิยามของคนแต่ละกรุ๊ปเลือด

 

O กวนตีน ชิล
B โผงผาง จริงใจ
A จุกจิก เนี๊ยบ
AB ประหลาด ลึกลับ

 

Group 'O'

เริ่มจากรุ๊ปนี้ก่อนเลย เพราะทั้งบ้านเป็นโอ คนกรุ๊ปโอไม่ต้องตกใจว่าทำไม เราเป็นคนที่มีนิสัยชิล มันไม่ได้เกิดจากคุณเอง เกิดจากเผ่าพันธ์ ยีนของคุณครับ :)
กรุ๊ปโอมักจะชิลกับตนเองเสมอ มาสายมากถึงมากที่สุดเวลานัดกันกับคนอื่นอื่น โดนรบกวนได้ง่ายจากปัจจัยภายนอก เช่น อยากอาบน้ำร้อนก่อนในวันฝนตกไม่งั้นไม่ออกจากบ้าน
ขออ่านการ์ตูนก่อนอีกสิบหน้าจะจบแล้ว รอฝนมันซากว่านี้แล้วกันค่อยออกแม้จะไปอีกทีสายแล้ว ก็ไม่เป็นไร กรุ๊ปโอ เป็นพวกไม่มีไฟแล้วทำอะไรไม่ได้ จะนอนอยู่กับบ้านได้ทั้งวัน
แต่ถ้าวันนึงมีความฝันที่ต้องทำ มีกิเลสที่ตัวเองต้องการ จะทำสุดชีวิตแบบถึงเช้าถึงเที่ยงคืนก็ทำได้ ไม่หลับไม่นอน ความรักของกรุ๊ปโอจะเป็นพวกรักนานๆ ไปเรื่อยๆไม่หวือหวา
พวกกรุ๊ปโอ จะเป็นคนไว้ใจคนยาก แต่ถ้ารู้จักกันไปแล้วก็จะติดเพื่อน ติดแฟนอย่างแยกไม่ออก เวลากรุ๊ปโอมาเจอกับกรุ๊ปโอกันเองจะจูนยาก เพราะจะดูๆกันก่อน
กรุ๊โอเป็นพวกจะคบใครจะค่อยๆดู พอเจอโอกันเองเลยดูกันนาน แต่พอคบไปเรื่อยๆจะสนิทกันมากที่สุดกว่ากรุ๊ปอื่น แต่ก็จะมีช่องว่างให้กันด้วย กรุ๊ปโอเป็นพวกตามน้ำ
เวลาจะเอาคนกรุ๊ปโอไปไหน เค้าก็ไปได้หมดล่ะ แต่ต้องมารับโทรไปตาม ให้ความสำคัญต้องอัญเชิญว่าง่ายๆเถอะมาแน่!ต้องให้คนไปง้อ กรุ๊ปโอไม่พุดอะไรออกจากใจ
ภายในทันทีจะไปคิดทีนึงแล้วค่อยมาบอก บางทีจะทำอะไรก็ชอบไปปรึกษาก่อนว่าแบบนี้ดีไหม? มีเรื่องกลุ้มใจก็จะรบกวนคนรอบข้างคอยช่วยปรับสารทุกข์สุขดิบ
แล้วก็กลับมาดีได้ด้วยแรงใจของคนรอบข้าง กรุ๊ปโอจะเป็นพวกปากหวานถ้าทำอะไรไม่เป็นก็จะทำตาปริบๆ ให้คนช่วยทำเสมอ นอกจากนี้โอยังเป็นพวกเจ้าสัวใจถึง
ถ้ากลางที่สาธารณะก็จะหน้าใหญ่ใจกว้าง หลังจากงานเลี้ยงค่อยมาคิด เออหมดตัวแล้ว ๕๕๕
 

Group 'B'

บี เนี่ยผมจะมีเพื่อนสนิทเป็น B เยอะมาก กรุ๊ป B เป็นกรุ๊ป Entertain อย่างหนักหน่วงและ เป็นสีสันของวงสนทนา ไอเดียที่ B คิดจะตรงพูดจากใจเสมอ
เรียกเสียงหัวเราะของคนในวงได้เพราะ คนอื่นจะคิด'กูก็คิดแบบนั้น แต่ไม่กล้าพูด' บี เป็นรักใครอัดเต็มบ้าเห่อ พอชอบใครจะเอาตัวเอง ไปเลียบๆเคียงๆ คนที่ตัวเองชอบแบบเนียนๆ
ส่วนมากกรุ๊ปบีจะไปชอบคนกรุ๊ปโอ ด้วยความนิ่งกว่าของคนกรุ๊ปโอ เพราะบีเจอบีจะระเบิด เวลามีเรื่องปั้บออกตัวล้อฟรีจะเป็นจะตายทีเดียว
เราจะได้เห็นบีในเห็นการแปลกๆเช่นทะเลาะกับยาม โวยวายกับคนโทรสับผิด โมโหเพื่อนทั้งที่ยังไม่เคลียร์เรื่องเหตุต้นตอ แล้วพอหลังจากมีเรื่องจะมาคิดได้ว่า
'น่าจะใจเย็นกว่านี้ หน่อยนะ ,ไม่น่าพูดแบบนี้ไปเลย' แต่ก็ด้วยความตรงทำให้ไม่คิดอะไรมาก ถ้าเค้าจะชอบเรา(คนกรุปบี)แบบ ที่เป็นเราก็คงดีแล้วบีก็จะลืมเรื่องที่ตัวเองทำเอาไว้
กรุ๊ปบี บ้าเห่ออย่างที่บอก พอรักกันก็ปานจะกลืนพอไม่สนใจก็เอาไปทิ้งถังขยะได้ทีเดียว กรุ๊ปบีเป็นพวก ชัดเจน ไม่ชอบจะไม่ไปไหนด้วยเลย  อาจจะเห็นกรุ๊ปบีไปเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ๆ
ตามคนอื่นไปบ้าง แต่พอครั้นอยากจะนอนอยู่บ้านหรือ วันนี้รถติดหว่ะ ก็ไม่ไปซะเลย ไม่โทรบอกใครด้วย กรุ๊ปบีดูเป็นคนใจร้ายแต่จริงๆ เป็นคนจริงใจและค่อนข้างยอมคนที่ตนเองสนิทอย่างมาก
ถ้าพอในกลุ่มแล้ว บี จะได้รับอิทธิพลจากโอสูงทีเดียวด้วย เหตุผลกับความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ว่าง่ายๆบีแพ้ทางโอ บางทีอะไรที่โอทำบีจะปลาบปลื้มมาก แต่พอ เอไปทำบีจะมองว่ารำคาญหว่ะ
กรุ๊ปบีเป็นกรุ๊ปแห่งอารมณ์ ไม่มีความเท่าเทียมกันในกรุ๊ปนี้ใช้อารมณ์ตัดสินกันล้วนๆ บีไม่ต้องการคำปลอบใจหรือกำลังใจใดใด ขอนอนบ้างหลังจากอัดเต็มมาพักนึง
หรือได้ออกไปด่า ทำลายของของคนที่ตัวเองไม่ชอบก็กลับมาดี๊ด่าได้เหมือนเดิม อย่าลืมว่าเวลาไปเที่ยวไหนให้พกคนกรุ๊ปนี้เอาไว้ เพื่อเพิ่มสีสันให้กับกลุ่ม เพราะบีถือคติสนุกไว้ก่อน
อ้อ แต่บีเห็นตลกแบบนี้ จะเป็นคนมีเหตุผลกับเรื่องคอขาดบาดตายสูงมาก ตัดสินใจได้ดีทีเดียว ยิ่งเรื่องที่ตัวเองไม่ชอบขอมีส่วนด้วย อาจจะยุคนอื่น ให้เลิกคบกันไปเลย
บีเป็นคนที่ประจบประแจงได้เนียน ถ้าโอจะทำจะกระดากตัวเอง ถ้าเอทำจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรี แต่บีจะไม่มีทิฐิถ้าอยากทำก็จะทำ ไม่ได้ทำให้ทุกคนด้วยมีไรมั้ย เรื่องของฉั้นเชิ้บๆ


Group 'A'


คนกรุ๊ปนี้ ทางยุโรปบอกว่าเป็นกลุ่มคนที่หน้าตาดีที่สุด ผมเองคิดว่าไม่จริง 555+ กรุ๊ป เอ เป็นพวกมีความมั่นใจในตัวเองสูง เป็นคนที่เป็นนักคิดนักวางแผน
เราจะเห็นคนเรียนดีจากเลือดกรุ๊ปนี้เยอะมาก เพราะความขยันและการเตรียมตัวที่ดีของเขา เอ ชอบอยู่ในกลุ่มคนและได้ออกความเห็นตลอด ชอบวิจารณ์คนอื่น
แต่รับคำวิจารณ์ที่คนอื่นวิจารณ์ตนเองไม่ได้เท่าไหร่ เอ เป็นคนที่สนิทยากถึงจะสนิทแต่ก็จะมีกำแพงกั้นไว้เสมอ  เอจะแบ่งเวลาให้กับทุกคนสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็น
ครอบครัว เพื่อน คนรัก คนทำงาน กรุ๊ปเอเวลานัดกันจะไปคนแรกเสมอ ตรงต่อเวลาและมีสัมมาคารวะแต่ในใจก็จะมีความคิดที่ตัดสินคนแต่ละคนเอาไว้ในหัวแล้ว
เป็นกลุ่มคนที่มีเหตุผลสูงสุด เราแทบจะเถียงไม่ชนะกรุ๊ปนี้เลย แต่เวลากรุ๊ปเอทำอะไรออกมากลับเป็นอะไรที่ Emotion มากขัดกับคาแรคเตอร์ที่ตัวเองเก็บไว้
ผมคิดว่าเพราะความเก็บกดที่ต้อง อยู่ในกรอบตลอดเวลา กรุ๊ปเอเป็นพวก Work hard play hard เรียนถึงเกียรตินิยมแต่เล่นแรงแบบลืมวันคืน
กรุ๊ปเอ กับเพื่อน ยิ่งกลุ่มใหญ่ เอจะยิ่งเป็นลิ่วล้อ แต่พอกลุ่มเล็กลง เอจะเทพขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าเป็นคนรัก เอจะเอาตัวเองเป็นเหมือนตราชั่ง คือเสมอภาค ไม่ว่าแฟนจะรุ่นใหญ่กว่า
เอจะเอาตัวเองไปเทียบให้เท่ากัน แต่ถ้าแฟนรุ่นเล็กกว่าก็จะเอาตัวเองลงไปคลุกกับโลกของคนนั้นซะงั้น เอ ชอบคิดว่า อันนี้มันไม่ยุติธรรมเอาซะเลย และประสาทเสีย
กับอะไรที่ผิดแผน นอยอยู่คนเดียวเสมอ เอ ไม่ถูกกับโออย่างรุนแรง ด้วยความเป็นคนในกรอบแล้วไปเจอคนนอกรีต จะรู้สึกหงุดหงิด อะไรว่ะ!!!นัดกันเที่ยงมาสามโมง
แต่บางครั้ง เอ ก็จะคิดเข้าข้างตัวเองเสมอเวลาตัวเองทำผิดบ้าง และ ยิ้มอยู่คนเดียวเวลาที่ตัวเองรู้สึกเหนือกว่า อะไรที่ เอ ทำหน่ะ ดีดลูกคิดรางแก้วไว้หมดแล้วหล่ะ

 

Group 'AB'


เอบี เป็นอัจฉะริยะ เราจะเห็นเวลาที่ เอบีพูดน้อยกว่าคิด เอบีชอบหลบอยู๋ในมุมจ้องมองคนอื่นๆทำอะไรต่างๆ แล้วก็คิดไปเรื่อย ถ้าเป็นฉันจะทำยังไงตรงนี้ จะมีอะไรที่ดีกว่าไหม
เอบี เป็นพวกชอบคิดนอกกรอบ เป็นเทพเจ้า แต่ในขณะเดียวกันอาจเป็นไอ้บ้าของใครบางคนได้ เพราะ เอบีจะทำอะไรนอกกรอบและแนวทดลองเสมอ ผมมีเพื่อนที่เป็นเอบีน้อยมาก
พอเอาสัดส่วนมากเทียบไม่น่าจะถึง 5เปอร์เซ็นต์ เอบีมีวิธีเอนเทอเทน ให้ตัวเองมีความสุขแปลกๆ ในมุมของตัวเอง เช่น การนั่งกดรีโมทแอร์ตอนไม่มีถ่านแล้วสนุก หรือมองมดเดิน
แล้วลองตั้งชื่อมด จำว่าตอนมันเดินกลับมาเราจะจำชื่อมันได้ไหม เอบีมักสร้างสิ่งแตกต่างในสังคมเสมอ ทำให้เกิดอารยะธรรม วัฒนธรรมใหม่ๆได้ เวลานั่งในกลุ่มใหญ่จะมีแค่สองสถานการณ์
ของคนในกรุ๊ปนี้คือ โดนสปอตไลท์ หรือหลบในมุมมืด  เราจะไม่เห็น เอบีเฮฮาแบบเนียนๆไปกับกลุ่มเพื่อนฝูงตลอด 3 ชม. ไอ้คนที่ทำแบบนั้นได้คือกรุ๊ปบี 5555+
เอบีจะมีโลกส่วนตัวสูง เราเอาแนวคิดที่เรามี กฏเกณฑ์ที่เรามีไปตัดสิน เอบีไม่ได้ นิสัยของเอบีหลักๆคือลึกลับ ถ้าเอบีเค้าจะสนุกกับคนอื่นๆ อย่างเดียวคือการได้แกล้งคนอื่น หรือ
ดูคนอื่นทำอะไรที่ตนเองวางแผนเอาไว้ แล้วหัวเราะอยู่ในมุมเล้กๆของเค้า :)

 

ถ้าเกิดการทะเลาะกันหล่ะ

แน่นอนคู่แรกจะเป็น A กับ O เพราะอย่างที่บอกคนในกรอบเจอคนนอกรีต A ไม่ชอบความรู้สึกผิดเอง จะหาคนผิดในกรณีนั้นทันที
แล้วBเองจะเข้ามาเหมือนจะมาไกล่เกลี่ย แต่จริงๆจะเอามุขที่เตรียมไว้อย่างเหมาะสม ใส่ลงมากลางวงเพื่อความเมามันของตัวเอง
ซึ่ง A จะใส่ยับด้วยเหตุผลแต่ O เองก็จะเถียงแพ้ด้วยเหตุผลทางสังคม  แต่ด้วยว่า B ติดหนี้ทางความรู้สึกกับ O จะเข้ามาช่วยดันเอาไว้
เพราะ B ไม่ชอบให้ใครโดนด่าอยู่ฝ่ายเดียว O ด้วยกันจะเข้าใจแต่ไม่อยากโดนร่างแหไปด้วย
ถ้าจัดลูกโซ่จะเป็น

A > ชนะ > O > ชนะ > B > ชนะ > A
แล้ว AB หายไปไหนหล่ะ AB ก้ยืนมองยักไหล่ว่าการทะเลาะกันของพวกนี้ไร้สาระสิ้นดี

 

ถ้าฝนตกหล่ะจะทำยังไง

O จะรอจนฝนหยุดตกจะเปียกทำไมหล่ะ ค่อยไปก็ได้คนอื่นน่าจะเข้าใจนะ ว่าเด๋วเปียกไม่สบายอีกน่ะ
B ดูก่อนว่าโอเอาไง หรือว่าตัวเองรีบไหมเชคอารมณ์ก่อน
A รีบออกไปเลยแม้จะไม่รีบมากขนาดนั้นก็เถอะ ถ้าให้ยืนเฉยๆกูจะเบื่อตาย
AB ดูทุกคนก่อนถ้า A ออกไปแล้วเปียกหรือน้ำท่วมมันสูงจนรองเท้าเปียก ก็ยืนรอจังหวะ ซากว่านี้ แต่คงไม่อยากอยู่จนคนสุดท้าย

 

ความรักของคนเหล่านี้หล่ะ

O จะฝันอยากได้คนในเสปค แต่กลับอยู่กับคนที่ชิลแล้วอยู่ด้วยกันได้จริงๆ และค่อนข้างให้คนรักเอาอกเอาใจ ส่วนมากจะได้ Bเป็นแฟน
ถ้าได้ O ด้วยกันเป็นแฟนจะพูดกันน้อย และ O จะพาแฟนไปรู้จักกับเพื่อนด้วย เพราะ O ชอบให้เพื่อนอยู่ปนกะแฟนO ชอบสังคมแบบ Multi
เวลามีปัญหากับคนรักที่กรุ๊ปโอง้อรัวรัว พวกนี้แพ้คนที่มาถึงที่ เอาใจถึงใจ

 

B จะไปหาคนที่ชอบเท่านั้น  B ชอบออกตัวจีบก่อนด้วยแต่ในทางกลับกัน
จะมีชีวิตแบบในหนังน้ำเน่าได้ เช่นแรกๆไม่ชอบคนนี้แต่ถ้ามาจีบๆก้จะยอมด้วยความใจอ่อน แบบพ่อแง่แม่งอนทะเลาะกันน่ารัก งอนๆแล้วล้มไปจุ๊บกันได้เชิ้บๆ
B ชอบติดแฟนอยู่เป็นช่วงๆ บางทีก็จะหายไปกับแฟนเลย แต่ก็จะโผล่มาหาเพื่อนฝูงบ้างเป็นช่วงๆสลับกันไปตามสถานการณ์ ความสำคัญ
B ชอบใช้เวลาอยู่กับคนรักแบบติดเอาชีวิตไปมอบให้เลยแต่แค่พักเดียวนะ  มีวิธีการง้อคนรักแบบ B คือการใช้ความสัมพันธ์ความผูกพัน ความหลังวิธีนีได้ผลยิ่งนัก
B เป็นพวกรักแบบบ้ายุ ยุขึ้นะเนี่ย !

 

A ใช้เวลาดูคนรักพอสมควร A สารตะวางแผนแล้วว่าคนนี้ บ้านอยู่ไหน เรียนอะไรทำงานที่ไหน มีโอกาสจะได้มีชีวิตด้วยกันสูงไหม สืบมาเป็นอย่างดี
A จะใส่ใจคนรักมากชอบทำเซอร์ไพรส์ คิดจุกๆจิกๆทำนี่ ทำนั่นให้ แต่กลับกันA มักเวลาเกิดปัญหากับคนรักจะรุนแรง ยืดเยื้อเรื้อรัง
เพราะต้องการเอาชนะด้วยตัวเองถูกเสมอ ถ้าเราจะง้อคนรักแบบ A ต้องยอมรับผิด แล้วให้เค้ารู้สึกเหนือกว่า A จะเลิกกับคนรักเพื่อไปคบคนใหม่ต่อไปต่อเมื่อมีคนที่ดีกว่าเข้ามาเท่านั้น
A ชอบจัดเตรียมวางแผนให้คนรักช่วยเหลือด้านหน้าที่การงาน การบ้านให้เสมอ ประมาณว่าคนของฉันต้องเริ่ดเสมอเด๋วคนอื่นมองไม่ดี จริงๆคิอทำอะไรก้แคร์สายตาคนอื่นเสมอมากกว่า

 

AB มีโลกส่วนตัวของตนเองและคนรักสูง ไม่สนใจโลกภายนอกหรือสายตาความคิดคนอื่นมากนัก ไม่ชอบพูดถึงเรื่องความรักตัวเอง ถ้าเราเห็นคนจูบกันในรถไฟฟ้า
กอดกันไม่สนใจโลกในห้างสรรพสินค้า นั่นหล่ะพวก AB

 

การเงินของแต่ละกรุ๊ป

O ไม่มีแผนการใช้เงินมากเท่าไหร่นัก จริงๆแล้วเป็นพวกเจ้าสัว ถ้าโดนยุให้ซื้อของเจอคนรอบข้างบิ้วก็หมดตัว ใช้เงินเกินตัวและแพงไม่ว่าขอให้ชอบ

B  กลัวโดนด่าเวลาซื้อของชอบซื้อของแปลกๆให้เหตุผลทางใจสูงไว้ก่อนการใช้งาน แปรปรวนได้ง่ายจากคำคนรอบข้าง

A  วางแผนมาเป็นอย่างดี และต้องจำเป็นเท่านั้นถึงจะซื้อ นอกจากนี้ยังดูหลายร้าน เตรียมคิดหาส่วนลดให้ได้มากที่สุด

AB ซื้อของไปในทางเดียวกันหมด จะซ้ำก้ไม่ว่า จะเหมือนกันมากแค่ไหนก็ไม่ว่า จะมีของซ้ำแนวเดียวกันเยอะมาก
 

การแบ่งงาน

O งานหยิบย่อย เนื้องานจริงๆ เช่นบริษัทผ้าคือคนฟอกผ้าเลือกสี พวกคนส่วนมากในบริษัท

B งานประชาสัมพันธ์มาเกตติ้ง เอนเทอร์เทน

A เป็นออแกไนซ์เซอร์ MD ฝ่ายบุคคล หัวหน้าแผลก หัวหน้าห้อง

AB ประธานบริษัท คนออกเงิน

 

การรับฟัง

O ฟังคนอื่นมากไป นอยเพราะคำวิจารณ์ สูญเสียความเป็นตัวตน ชอบตามใจ

B มีทางที่มั่นคงของตัวเอง เป็นคนดื้อด้านพอสมควร ถ้าโดนลุมจะยอมแพ้
A ดื้อเงียบ แต่เรียนรู้จากประสบการณ์

AB คาดเดาไม่ได้

 

ทั้งหมดเป็นการจำมาจากชีวิตจริงที่ไปเจอมา นอกจากนี้ยังมีนิสัยที่เกิดจากการเลี้ยงดูและประสบการณ์ด้วย

และจุดประสงค์ของ blog นี้ก็แค่เพื่ออยากให้เข้าใจคนในหลายๆแบบหลายๆนิสัยจะได้เข้าใจในเหตุผลของแต่ละคน

แล้วเราก็จะอยู่ร่วมกันได้ อย่างมีความสุข

Hello Kitty Black Wonder

posted on 05 Oct 2008 20:03 by thetimemachine

Hello Kitty Black Wonder
เป็นภาคหนึ่งของเกมส์ online ของ sanrio
ซึ่ง concept ของเรื่องมีอยู่ว่า

วันหนึ่ง Yuko กำลังยุ่งกับงานในสตูลดิโอ ของเธอ

ทันได้นั้น Kuromi  ก็เข้ามาจับจับกุม และ

ต้องสัญญาลักษณ์อะไรบางอย่างของ  Yuko

ซึ่งคล้ายกับโบKitty แต่ Yuko ปฏิเสธในสิ่งที่ Kuromi ร้องข้อ

Kuromi ก็ยังยืนกรานที่จะต้องการมัน

แต่  Yuko ก็ไม่ยอมทำให้สิ่งที่ Kuromi ต้องการ

ท้ายที่สุดแล้ว Kuromi ก็จู่โจมหาโบ Kitty ด้วยตัวเธอเอง

img372/2476/hkd6ed8.gif

Kuromi
กระชาก โบkitty และใช้เชือกเวทมนต์ มัด Kitty และ Daniel ไว้

และลักพาตัวพวกเขาไป ในเวลาเดียวกันกับปราสาท Black Wonder

ของ Kuromi ทันที่ที่พวกเขาถูกจับท้องฟ้ามืดครึ่มก็ปกคลุม Kitty House

ถ้าใครชอบ Hello Kitty ก็ลองแวะไปเล่นเกมส์ online

ที่ http://www.hkblackwonder.com/ 


ในรูปแบบของ Hello Kitty Black wonder ดูแล้วกันค่ะ สนุกดีนะ

img372/9093/hkd2sw9.gif


edit @ 5 Oct 2008 20:07:25 by T i m e m a c h n E ™

:: long time no see ::

posted on 28 Sep 2008 15:03 by thetimemachine

:: long time no see ::

     " เคยเป็นไหมครับ ที่อยู่ๆ ก็คิดถึงใครคนนึงขึ้นมา นึกถึงเรื่องราวเก่าๆ

ความทรงจำที่เราเคยมีร่วมกับเขา คิดถึงเสียง คิดถึงวิธีการพูดคุย

คิดถึงสิ่งที่เขาชอบ คิดถึงวันวาน

     วันนี้ของเรากับเขา อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมมากมาย และก็ไม่ได้อยากจะ

แตะต้องปัจจุบันของเรา หรือจะไปขุดคุ้ยอดีตกาลให้ย้อนกลับมา ให้มันอาจ

ต้องสั่นสะเทือนมาถึงปัจจุบันของเรา

     เพราะจริงๆ แล้ว ในเวลานี้

     เราก็แค่คิดถึงเท่านั้นเอง"

ข้อความนี้เป็นข้อความที่ บอย ตรัย ภูมิรัตน ได้เขียนไว้ในหนัง "ร้อยเพลงแห่งความโดดเดี่ยว" ในหน้าของเพลงนานแล้ว (ศิลปิน : 2 Days Ago Kids อัลบั้ม : Time Machine) ซึ่งเราอ่านแล้วเราก็รู้สึกเช่นเดียวกับพี่บอย เรื่องของอดีตก็คืออดีต แต่ที่ชอบมากที่สุดก็ คือ เนื้อหาของเนื้อเพลงนี้ต่างหาก

นานแล้ว

ศิลปิน : 2 Days Ago Kids

อัลบั้ม : Time Machine

นานแล้วที่เราไม่ได้พบกัน นานแล้วนะที่เรานั้นไม่ได้เจอ
นานแล้ว ไม่ได้เสียงเธอที่อยู่ห่างไกล
ตรงนี้ยังไม่เปลี่ยนไปซักเท่าไหร่
ไม่เคยจะเปลี่ยนไปไหน เธอจำได้ไหมวันวาน

ช่วงเวลานั้น ไม่เคยลบเลือนไป
ความทรงจำที่ดีดีของใจ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน
ไม่ว่าจะนานเท่าไรก็ตาม
มันยังคอยย้ำให้จำว่าลึกๆ ยังคิดถึงเธอ

นานแล้วที่เราไม่ได้พบกัน รอยยิ้มนั้นคงไม่เหมือนวันก่อน
ไม่มี สิ่งใดแน่นอน ฉันรู้อยู่ตลอดมา


เพียงรู้ว่าวันเหล่านั้น ล้วนมีค่า
ไม่เคยจะคิดไขว่คว้า จะไปตามหาทำไม
จะปล่อยมันเอาไว้ เป็นเรื่องของอดีต


 

edit @ 2 Oct 2008 00:48:13 by T i m e m a c h n E ™

"c o m e b a c k"

posted on 10 Sep 2008 20:52 by thetimemachine

 "c o m e   b a c k " . . . . . .

 

กลับมาแล้ว...

หลังจากทิ้งล้างไปนานเป็นปี

edit @ 20 Oct 2008 18:08:13 by T i m e m a c h n E ™